ประวัติมวยไทย และที่มาของมวยไทยสมัยโบราณ

ประวัติมวยไทย มีความเป็นมาที่ยาวนานตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมวยไทย เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทย และจัดเป็นศีลปะการต่อสู้ป้องกันประจำชาติไทยที่อยู่คู่กับคนไทยมาตั้งแต่โบราณ ในสมัยโบราณนั้นบรรพบุรุษของเรานั้นมีเขตแดนติดกับเพื่อนบ้าน ทำให้มีการสู้รบรากันอยู่เสมอ มีหลักฐานปรากฏในพระราชพงศาวดาร ว่าพระมหากษัตริย์ในอดีตทรงสนพระทัยและมีพระปรีชาสามารถทางศิลปะการต่อสู้แม่ไม้มวยไทยเป็นอย่างมาก พระองค์ยังได้ให้การสนับสนุน เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ขุ่นนางฝ่ายทหาร และสามัญชนจะฝึกฝนมวยไทย ทั้งนี้คนสมัยก่อนยังนิยมฝึกการต่อสู้มวยไทยควบคู่ไปกับการใช้ศาสตราวุธต่าง ๆเพื่อป้องกันตัวและชาติบ้านเมือง  ซึ่งต่อมาก็ได้มีการพัฒนาและวิวัฒนาการจนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น ทั้งสวยงามและมีความแข็งแกร่งดุดันในตัว รวมไปถึงต้องใช้ทั้งชั้นเชิงไหวพริบ และวิชา ในการเข้าต่อสู้ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า มวยไทย มีความสำคัญต่อคนไทย และมีส่วนสำคัญยิ่งในการดำรงเอกราชของชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

หากจะถามว่ามวยไทยนั้นมีต้นกำเนิดมาจากไหน คงต้องกล่าว่าเกิดจากรูปแบบการต่อสู้ในสมัยโบราณในแผ่นดินที่เรียกว่า “สุวรรณภูมิ” ประกอบไปด้วยบ้าน บ้านเมืองน้อยใหญ่ที่รู้จักกันในปัจจุบันว่า พม่า ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย แล้วพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ ผ่านยุคผ่่านสมัยมาจนมีเอกลักษณ์เป็นศิลปะการต่อสู้มวยไทยที่ชัดเจนดังเชนปัจจุบัน ซึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมวยไทยสามารถแบ่งตามยุคสมัยได้ดังต่อไปนี้


สมัยอาณาจักรสุโขทัย

ประวัติมวยไทย

สมัยอาณาจักรสุโขทัยนั้นจะเริ่มในช่วงประมาณปีพ.ศ.1781 – พ.ศ.1951 อาณาจักรสุโขทัยเป็นราชอาณาจักรของชาติไทย อยู่ประมาณ 200 ปี ในหลักศิลาจาลึกมีการบันทึกหลักฐานไว้ว่าในช่วงเวลานั้น อาณาจักรสุโขทัยต้องทำสงครามกับประเทศอื่นรอบด้าน จึงมีการฝึกทหารให้มีความรู้ความชำนาญในรบด้วยอาวุธต่าง ๆ  รวมไปถึงการรบระยะประชิดตัวด้วย เช่น ถีบ เตะ เข่า ศอก เป็นต้น ชายไทยในสมัยนั้นจึงนิยมการฝึกมวยไทยกันทุกคนเพื่อใช้สำหรับป้องกันตัวและต่อสู้  มวยไทยในสมัยสุโขทัยนั้นถือเป็นศาสตร์ชั้นสูง เพราะถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษาของกษัตริย์ เพื่อฝึกให้เป็นนักรบให้มีความกล้า ร่างกายที่แข็งแกร่ง สมกับเป็นกษัตริย์ที่เก่งกล้าสามารถในการปกครองประเทศต่อไป

การฝึกมวยไทยจะนิยมไปเรียนกันตามสำนักที่มีชื่อเสียง ยกตัวอย่างเช่น สำนักสมอคอน แขวงเมืองลพบุรี หรือหากไม่ฝึกตามสำนักก็จะนิยมไปฝึกตามวัดกับพระภิกษุเอา  โดยวิธีในการฝึกมวยไทยในสมัยกรุงสุโขทัยนั้น ครูมวยจะให้ศิษย์ผ่าฟืน ตักน้ำ ตำข้าว ว่ายน้ำ ห้อยโหนเถาวัลย์ ฯลฯ ก่อนเพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายให้แข็งแรงและอดทนก่อนก่อนฝึก จากนั้นก็จะทำการฝึกกระบวนท่าต่าง ๆ โดยใช้ผ้าขาวม้ามาผูกเป็นปมใหญ่ๆไว้กับกิ่งไม้ แล้วชกให้ถูกด้วยหมัด เท้า เข่า ศอก นอกจากนี้ยังมีการฝึกเตะกับต้นกล้วย ชกกับคู่ซ้อม ปล้ำกับคู่ซ้อม จบลงด้วยการว่ายน้ำเพื่อทำความสะอาดร่างกายและผ่อนคลายกล้ามเนื้อก่อนนอน ก่อนนอนเข้านอนครูมวยก็จะอบรมศีลธรรมจรรยา และทบทวนท่ามวยต่าง ๆ ให้กับศิษย์ด้วย


สมัยกรุงศรีอยุธยา

ประวัติมวยไทย

กรุงศรีอยุธยาเริ่มในช่วง พ.ศ. 1893 ถึง พ.ศ. 2310 มีกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางอำนาจหรือราชธานี ในยุคสมัยนี้มักจะทำศึกกับประเทศใกล้เคียงเช่น พม่า และเขมร ทำให้ชายไทยในสมัยนั้นต้องฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ทั้งการใช้อาวุธ และการต่อสู้ระยะประชิดอย่างมวยไทบ การฝึกจะเริ่มฝึกกับครูผู้เชี่ยวชาญตามสำนักต่าง ๆ เริ่มฝึกจากในวังและเผยแพร่ไปสู่ประชาชน ซึ่งในสมัยนั้นสำนักดาบพุทธไทสวรรค์เป็นสำนักดาบที่มีชื่อเสียงสมัยอยุธยามาก จึงมีผู้มีผู้นิยมไปเรียนมาก ทั้งการฝึกให้อาวุธ กระบี่กระบอง และฝึกมวยไทยควบคู่ไปด้วย เช่นเดียวกันหากไม่ไปเรียนามสำนักก็จะไปเรียนกันตามวัดต่าง เพราะยังคงเป็นสถานที่ให้ความรู้ทั้งวิชาสามัญและวิชาปฏิบัติในเชิงอาวุธควบคู่กับมวยไทยนั่นเอง นอกจากนี้สมัยนั้นพระมหากษัตริย์ทรงโปรดให้มีกรมมวยหลวงขึ้นโดยให้คัดเลือกเอาชายฉกรรจ์ที่มีฝีมือในการชกมวยไทยเข้าต่อสู้กันหน้าพระที่นั่ง แล้วคัดเลือกผู้มีฝีมือเลิศไว้เป็นทหารสนิท และทหารรักษาพระองค์ เรียกว่า “ทหารเลือก” สังกัดกรมมวยหลวง มีหน้าที่รักษาความปลอดภัย ภายในพระราชวังหรือตามเสด็จในงานต่างๆ ทั้งยังเป็นครูฝึกมวยไทยให้ทหารและพระราชโอรสอีกด้วย  ในช่วงนี้มีบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์มวยไทยดังนี้

  • สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ประวัติมวยไทย

สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเริ่มต้นราว พ.ศ.2133 – พ.ศ.2147  สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงโปรดให้มีการคัดเลือกคนหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับพระองค์มาทรงฝึกหัดด้วยพระองค์เอง โดยพระองค์ทรงทำการฝึกสอนให้ใช้อาวุธได้อย่างเชี่ยวชาญ และการต่อสู้มวยไทยให้ดีเยี่ยม ทรงตั้ง กองเสือป่าแมวมอง เป็นหน่วยรบแบบกองโจร ซึ่งทหารกองนี้เองมีบทบาทมากในการกอบกู้เอกราชจากพม่าในปี พ.ศ.2127

  • สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ประวัติมวยไทย

สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเริ่มต้นในช่วงปี (พ.ศ.2147 – พ.ศ.2233) ในรัชสมัยของพระองค์บ้านเมืองสงบร่มเย็นและเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะมวยไทยทีนิยมกันจนกลายเป็นกีฬาอาชีพ จนเกิดค่ายมวยขึ้นมากมาย ในสมัยนั้นมันมีการจัดแข่งขัน ตามงานเทศกาลอยู่เสมอ ๆ รวมไปถึงการขึ้นชก จะชกกันบนลานดิน โดยใช้เชือกเส้นเดียวกั้นบริเวณเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส นักมวยจะใช้ด้ายดิบชุบแป้งหรือน้ำมันดินจนแข็งพันมือ เรียกว่า คาดเชือก หรือ มวยคาดเชือก นิยมสวมมงคลไว้ที่ศีรษะ และผูกประเจียดไว้ที่ต้นแขนตลอดการแข่งขัน การเปรียบคู่ชกด้วยความสมัครใจทั้งสองฝ่าย ไม่คำนึงถึงขนาดร่างกายและอายุ กติกาการชกง่ายๆ คือ ชกจนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะยอมแพ้

  • สมัยสมเด็จพระเจ้าเสือ

ประวัติมวยไทย

พระเจ้าเสือหรือ ขุนหลวงสุรศักดิ์ ทรงโปรดปรานการชกมวยไทยเป็นอย่างมาก ทรงเชี่ยวชาญ และมากฝีมือในการต่อสู้มวยไทย ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงแต่งกายเป็นชาวบ้านแล้วเข้าร่วมเปรียบคู่ชกในฐานะสามัญชน ทรงเอาชนะ นักชกมวยฝีมือดีจากสำนักมวยวิเศษไชยชาญได้ถึงสามคน ได้แก่ นายกลาง หมัดตาย , นายใหญ่หมัดเหล็ก และนายเล็ก หมัดหนัก นอกจากนี้พระองค์ยังทรงฝึกฝนพระราชโอรส เจ้าฟ้าพร ในด้านมวยไทย และกระบี่กระบองให้มีความเชี่ยวชาญ

  • นายขนมต้ม

ประวัติมวยไทย

เป็นเฉลยไทยที่ถูกกวาดต้อนไปเมื่อครั้งที่กรุงศรีอยุธยาแตก ครั้งที่ 2 (พ.ศ.2310) ในปี พ.ศ.2317 พระเจ้ากรุงอังวะ ได้โปรดให้จัดงานพิธีสมโภชมหาเจดีย์ใหญ่ ณ เมืองย่างกุ้ง ภายในงานทรงตรัสให้มีการเปรียบมวยหน้าพระที่นั่ง ในวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2317 และให้จัดหานักมวยไทยฝีมือดีมาเปรียบกับนักมวยฝีมือดีชาวพม่า ซึ่งนายขนมต้มเองก็ได้เข้าร่วมด้วย ระหว่างการชก นายขนมต้มชกชนะนักมวชาวพม่าได้ถึง 10  คน โดยไม่ได้พักเลย การชกครั้งนี้จึงกลายเป็นตำนาน ดังนั้นนายขนมต้มจึงเปรียบเสมือน “บิดาของมวยไทย” ทุกวันที่ 17 มีนาคม ของทุกปีจึงจัดให้เป็นวันมวยไทย เพื่อละลึกถึงนายขนมต้มนั่นเอง

  • พระยาพิชัยดาบหัก

ประวัติมวยไทย

พระยาพิชัยดาบหัก เดิมมีชื่อว่าจ้อย เป็นคนเมืองพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ด้วยความที่มีความรู้ความสามารในกีฬามวยมากจึงได้เข้ามาฝึกกับสำนักครูเที่ยงทำมาหาเลี้ยงตนเองจนอายุได้ 16 ปี แล้งจึงฝึกดาบและกายกรรมและมวยจากคนจีน จนเก่งกาจเข้าตาพระยาตาก จึงมอบยศบรรดาศักดิ์เป็นหลวงพิชัยอาสา หลังจากนั้นก็ให้พระยาพิชัยไปครองเมืองพิชัยบ้านเมืองเดิมของตนเอง ในปี พ.ส.2314 พม่ายกทับมาตีเมืองเชียงใหม่แล้วเลยมาตีเมืองพิชัย พระยาพิชัยนำทหารออกสู้รบ การรบถึงขั้นตะลุมบอน จนดาบหักทั้งสองข้าง จึงได้นามว่า พระยาพิชัยดาบหัก


สมัยกรุงธนบุรี

ประวัติมวยไทย

สมัยกรุงธนบุรีเป็นช่วงบ้านเมืองกำลังฟื้นฟู หลังจากกอบกู้อิสรภาพคืนมาได้ ในสมัยนี้ได้มีการฝึกมวยไทยอย่างจริงจังเพื่อทำศึก ทำให้มีนักมวยฝีมือดีมากมายในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นนายเมฆบ้านท่าเสา นายเที่ยงบ้านเก่ง นายแห้วแขวงเมืองตาก นายนิลทุ่งยั้ง หรือนายถึกศิษย์ครูนิล ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นทหารของพระเจ้าตากสินทั้งสิ้น ส่วนนักมวยที่เป็นนายทหารเลือกของพระเจ้าตากสิน ได้แก่ หลวงพรหมเสนา หลวงราชเสน่หา ขุนอภัยภักดี นายหมึก นายทองดี ฟันขาว หรือพระยาพิชัยดาบหัก การเปรียบมวยในยุคนี้นิยมจัดกันที่ลานดินในวัด คาดเชือกสวมมงคลผูกประเจียดต้นแขนก่อนแข่ง การแข่งขันส่วนมากจัจัดให้ นักมวยต่างถิ่น หรือลูกศิษย์ต่างครูชกกัน ซึ่งกติกาคือไม่มีคะแนนกจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะย้อมแพ้ไป


สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ประวัติมวยไทย

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น นระยะต้น คือ รัชกาลที่ 1 – รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในยุคนี้กษัตริย์ไทยทรงโปรดการกีฬามา มวยไทยจัดเป็นศิลปะประจำชาติ แต่ละปีจะมีมีการจัดแข่งขันในงานเทศกาลประจำปี โดยกติกาเริ่มมีการกำหนดเวลาการแข่งขันเป็นยก โดยใช้กะลามะพร้าวที่มีรูลอยน้ำถ้ากะลามะพร้าวจมถึงก้นอ่างก็จะตีกลองเป็นสัญญาณหมดยก การแข่งขันใาสมัยนี้ยังไม่มีการกำหนดยก และจะชกกันจนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะยอมแพ้ ในยุคนี้ประชาชนนิยมฝึกกันตามบ้านและสำนักต่าง ๆ ส่วนยุคที่มวยไทยเฟื้องฟูที่สุดคือสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ศึกษาฝึกฝนการชกมวยไทยและโปรดให้จัดการแข่งขันชกมวยหน้าพระที่นั่งโดยคัดเลือกนักมวยฝีมือดีจากภาคต่างๆ มาประลองแข่งขัน และพระราชทานแต่งตั้งให้มีบรรดาศักดิ์ ทั้งยังโปรดให้กรมศึกษาธิการ บรรจุการสอนมวยไทยเป็นวิชาบังคับ และมีการจัดให้ชกถวายหน้าพระที่นั่งเป็นประจำอีกด้วย ในสมัยก่อนมวยต่าง ๆ จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นแต่หลังจากนั้นมวยไทยก็เป้นที่นิยมสืบเรื่อยมาจนสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้มีการบัญญัติให้เรียกการชกมวยว่า “มวยไทย” ตามนโยบายชาตินิยม  นอกจากนี้ยังมีการกำหนดให้ก่อสร้างเวทีมวยมาตรฐาน ซึ่งในปัจจุบัน คือ เวทีมวยลุมพินี และเวทีมวยราชดำเนินนั่นเอง